ทำไมมาราธอนระยะ 26.2 ไมล์ถึงโหดสุดหินสำหรับนักวิ่งหลายๆ คน

0
583

ทำไมมาราธอนระยะ 26.2 ไมล์ถึงโหดสุดหินสำหรับนักวิ่งหลายๆ คน

ในการวิ่งมาราธอนระยะ 26.2 ไมล์จะมีจุดวัดใจอยู่ในช่วง 0.2 ไมล์หรือ 300 กว่าเมตรสุดท้ายที่จะทำให้คุณเอาชนะหรือพ่ายแพ้ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในงานวิ่งบอสตันซึ่งอาจทำให้ความฝันของคุณกลายเป็นเรื่องจริง (หรืออาจทำให้ทุกอย่างพัง) แต่สองช่วงเวลานี้ก็ยังสามารถเกิดขึ้นกับคุณได้

 

“แม้แต่คุณวิ่งอย่างถูกต้องที่สุดแล้วคุณก็ยังรู้สึกเจ็บไปหมดและมันจะยิ่งแย่ลงหากคุณทำแบบผิดๆ” Des Linden กล่าว ย้อนกลับไปในงานวิ่งบอสตัน ปี 2011 ก่อนที่ Linden จะเป็นผู้ชนะงานวิ่งบอสตันมาราธอน เธอวิ่งมาถึงถนน Boylston พร้อมกับผู้หญิงอีกสองคน เส้นชัยอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมและเธอพยายามใช้แรงเฮียกสุดท้ายเพื่อวิ่งต่อไป เธอตามหลัง Caroline Kilel นิกวิ่งชาวเคนย่าเพียงไม่กี่ก้าว ช่วงระยะทางเพียงสามร้อยกว่าเมตร Linden พยายามวิ่งนำแต่ก็ทำไม่ได้จนท้ายที่สุด Kilel ก็เข้าเส้นชัยไปก่อนเธอเพียงสองวินาทีเท่านั้นเอง “คุณต้องใช้การมีวินัยแค่ไหนเพื่อฝึกวิ่งระยะ 26.2 ไมล์ และมันจะไม่จบลงง่ายๆ จนกว่าคุณจะข้ามเส้นชัยไปได้” Linden กล่าว

 

นอกจากนี้การแข่งขันที่ดุเดือด สูสีและมุ่งมั่นอีกงานหนึ่งคือการวิ่งระหว่าง Paul Terget และ Hendrick Ramaala ในงานวิ่ง New York City Marathon ปี 2005 ทั้งคู่วิ่งสูสีกันมาติดๆ จนวินาทีสุดท้าย Tergat ก็ทิ้งช่วงเข้าเส้นชัยไปปล่อยให้ Ramaala ล้มข้ามเส้นชัยตามมา

https://www.youtube.com/watch?time_continue=102&v=LRT_EQrOzlc

 

หรือในปี 1984 การแข่งวิ่งมาราธอนหญิงโอลิมปิคครั้งแรกในลอส แองเจลลิส เมื่อ Gabriela Andersen-Schiess สิ้นสุดการวิ่งในช่วง 20 นาทีสุดท้ายด้วยอาการขาแข็งเหมือนคอนกรีต มีความร้อนถึง 30 องศาเซสเซียส ชื้นสูงกว่า 95 เปอร์เซ็นต์จากแสงแดด เธอโบกมือส่งสัญญาณให้กับเจ้าหน้าที่และเดินตัวเซในช่วง 300 เมตรสุดท้าย แต่ผู้คนต่างส่งเสียงเชียร์จนเธอสามารถเข้าเส้นชัยได้ในที่สุด

https://www.youtube.com/watch?v=0Hjm29CmMfg

และยังมี Shalane Flanagan ผู้ชนะการวิ่ง New York City Marathon ในปี 2017 ในช่วง 20 เมตรสุดท้ายเธอชูมือขึ้นและสบถออกมาเสียงดัง

 

ระยะ 300 กว่าเมตรสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัยนี้ถือเป็นจุดสุดหินที่นักวิ่งทุกคนต้องเผชิญ เริ่มจากโอลิมปิคในลอนดอน ปี 1908 จุดออกตัวคือพระราชวังวินด์เซอร์และเส้นชัยอยู่ที่สนามกีฬาไวต์ซิตี ระยะทางทั้งหมด 26 ไมล์ ซึ่งจริงๆ แล้วระยะทางทั้งหมดจะเป็น 24 ไมล์และสิ้นสุดที่รูปปั้นของนายทหารฟิดิปปิดีส แต่ทางราชวงศ์ต้องการที่จะมองเห็นกลุ่มนักวิ่งวิ่งผ่านพวกเขาได้ชัดเจน ระยะทาง 300 กว่าเมตรจึงได้เพิ่มเติมเข้ามา ระยะทางทั้งหมดจึงถูกเปลี่ยนจาก 24 ไมล์เป็น 26.2 ไมล์ และในปี 1921 ระยะทางนี้ก็ถูกจัดเป็นระยะมาตรฐานสำหรับการวิ่งมาราธอน

 

“นักวิ่งส่วนใหญ่เมื่อวิ่งมาถึงระยะทางช่วง 300 กว่าเมตรสุดท้ายพวกเขาจะพยายามบอกตัวเองให้สู้ต่อไปจนสามารถผ่านเข้าเส้นชัยเข้าไปได้” Dr.Stephen Walker ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยาการกีฬาซึ่งทำงานกับงานวิ่งโอลิมปิคมานานกล่าว “และมักจะมีความคิดสองรูปแบบเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลานี้เสมอคือ จะสู้ต่อไปให้จบหรือไม่ไหวแล้ว ฉันควรต้องหยุดตรงนี้” และแม้ว่าขาของนักวิ่งอาจจะไม่มีแรงแล้วก็ตามแต่พวกเขาจะพยายามพาตัวเองให้เข้าเส้นชัยให้ได้อย่าง Devon Bieling ในงาน Tunnel Vision Marathon ปี 2017 เธอทิ้งตัวลงกับพื้นและกลิ้งตัวไปโดยใช้เวลา 58 วินาที จนสามารถเข้าเส้นชัยได้ด้วยเวลา 3.35 ชั่วโมง

 

เป็นช่วงเวลาที่นักวิ่งมักจะรู้สึกสับสนเมื่อวิ่งมาได้ 26 ไมล์และช่วง 0.2 ไมล์หรือ 300 กว่าเมตรสุดท้ายถือเป็นช่วงที่คุณต้องรวบรวมพลังกายและพลังใจเพื่อต่อสู้กับมันและทำให้สำเร็จให้ได้ เป็นระยะทางที่จะวัดเลยว่าคุณจะทำมันได้สำเร็จหรือล้มเหลวไปง่ายๆ และหากคุณสามารถเอาชนะมันได้อย่าอายที่จะยกแขน ตระโกน ร้องไห้หรืออะไรก็ตามที่แสดงถึงความดีใจที่ท้ายที่สุดแล้วคุณก็สามารถพิชิตเส้นชัยได้

 

ที่มา : runnersworld

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here