วิ่งให้ได้ระยะไกลขึ้นด้วยเสียงเพลง

0
640

วิ่งให้ได้ระยะไกลขึ้นด้วยเสียงเพลง

 

ดนตรีเป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณเพลิดเพลินกับการวิ่งได้มากขึ้น ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่รักเสียงเพลงคงวิ่งโดยไม่มีดนตรีไม่ได้แน่ๆ ทั้งนี้ มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าดนตรีมีผลและประโยชน์ต่อประสิทธิภาพในการฝึกออกกำลังกายอย่างมาก ช่วยลดความรู้สึกเหนื่อยหรือยากลำบากในการฝึกได้มากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ อาจจะเป็นตัวเลขที่ไม่มากแต่หากคุณจริงจังกับการฝึกหรือเป็นนักกีฬาการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยก็มีความหมาย ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิ่งที่เพิ่งเริ่มต้น วิ่งมาได้ระยะหนึ่งแล้วหรือเป็นมืออาชีพก็ตาม เสียงเพลงส่งผลต่อการวิ่งของคุณแน่นอน งานศึกษาจาก Brunel University ยืนยันว่าการฟังเพลงระหว่างวิ่งช่วยเพิ่มความทนทานได้มากขึ้นถึง 15 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในคนที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกหรืออยากจะวิ่งให้ได้ระยะไกลมากขึ้น

 

เสียงดนตรีเพิ่มความทนทานในการวิ่งได้อย่างไร

ไม่ใช่ว่าเพลงทุกประเภทจะทำให้คุณเพิ่มความทนทานได้ เราแบ่งประเภทของดนตรีออกเป็น 2 แบบ คือ ประเภทที่ช่วยให้คุณออกกำลังได้ดีขึ้นและทำให้คุณวิ่งได้แย่ลง แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าประเภทไหนดี งานวิจัยระบุว่าคุณควรพิจารณาจากจังหวะ โดยคำแนะนำของ Dr.Costas Karagerghis ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจาก Brunel University ในลอนดอน ระบุว่าจังหวะที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 120 – 140 bpm โดยผู้เข้าร่วมงานวิจัยนี้เฉลี่ยแล้วมากกว่าครึ่งสามารถเพิ่มระยะทางในการวิ่งได้ 400 เมตรโดยฟังเพลงระหว่างที่วิ่งไปด้วย

 

เกิดขึ้นได้อย่างไร

ง่ายๆ เลยคือ จังหวะที่เร็วเพียงพอจะทำให้สมองของคุณลืมอาการล้าหรือเจ็บ แล้วหันมาโฟกัสที่เสียงเพลง เพิ่มประสิทธิภาพการวิ่งได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามไม่ควรที่จะละเลยสัญญาณหรืออาการบาดเจ็บที่ร่างกายแสดงออกมา ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ในภายหลัง

 

เลือกรายการเพลงที่เหมาะสม

เลือกเพลงที่มีจังหวะประมาณ 120 – 140 bpm ที่คุณชอบ เลือกเพลงที่ช่วยให้คุณสนุก ช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ เนื้อเพลงดีให้กำลังใจได้อย่างดีในช่วยที่คุณเหนื่อย วิธีการแนะนำคือ ช่วงอบอุ่นร่างกายหรือคูลดาวน์อาจจะเลือกเพลงที่ช้าๆ หน่อยจังหวะอยู่ประมาณ 80 – 90 bpm เช่น เพลง Roar ของ Katy Perry (90 bpm) หรือ Price Tag ของ Jessie J (88 bpm) เป็นต้น จากนั้นเมื่อเริ่มวิ่งก็ให้เพิ่มเป็นเพลงที่เร็วขึ้น เช่น Applause ของ Lady Gaga (140 bpm) Dog Days Are Over ของ Florence และ The Machine (150 bpm) เป็นต้น และหากคุณรู้สึกเหนื่อยหมดแรงหรือไม่มีเวลาในการเลือกเพลงตามจังหวะที่เหมาะสมก็สามารถโหลดแอพพลิเคชั่นที่มีรายการเพลงแนะนำและเหมาะสมได้เลย

 

ระวังตัวระหว่างวิ่ง

แน่นอนว่าการฟังเพลงจะทำให้คุณเพลิดเพลินได้เป็นอย่างดี แต่หากหูฟังนั้นตัดเสียงรอบข้างไปหมดเลยหรือดังเกินไปอาจต้องใช้เวลากว่า 12 – 18 ชั่วโมงหลังวิ่งกว่าที่หูของคุณจะกลับมาฟังเสียงได้อย่างปกติ อย่าเพิ่มเสียงจนดังเกินไปเพราะจะทำให้คุณชินและมีโอกาสที่โครงสร้างต่างๆ ภายในหูจะได้รับอันตรายได้

 

ลงทุนซื้อหูฟังดีๆ

การฟังเพลงระหว่างวิ่งก็มีส่วนที่ควรระวังเหมือนกัน เพราะอาจทำให้คุณไม่ได้ยินเสียงรอบข้างหรือทำให้ลืมสังเกตการหายใจหรือจังหวะก้าวจนไม่สามารถประเมินการวิ่งของตัวเองได้ นอกจากนี้ยังทำให้ไม่ได้ยินเสียงรถหรือผู้คนซึ่งอาจเป็นอันตราย เสี่ยงต่ออุบัติเหตุได้ ดังนั้น ควรเลือกหูฟังที่เมื่อเจอกับทางแยกหรือถนนจะเบาเสียงลงอัตโนมัติ ลงทุนเลือกหูฟังที่ดีมีคุณภาพและทำให้คุณปลอดภัยมากยิ่งขึ้นก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าทีเดียว

 

ฟังจากเสียงเพลงบ้าง

บางครั้งการวิ่งโดยไม่มีดนตรีก็อาจจะทำให้คุณวิ่งได้ดีขึ้นได้เช่นกัน เพราะคุณจะมีโฟกัสและตระหนักรู้กับร่างกายของตัวเอง ทำให้ไม่เพิกเฉยต่ออาการบาดจ็บต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย หากคุณวิ่งโดยขาดเสียงเพลงไม่ได้เลยอาจจะลองพักหรือสลับดูบ้างเพื่อไม่ให้ส่งผลในการฝึกวิ่งระยะยาว หรือพยายามสังเกตตัวเองไปด้วยระหว่างที่วิ่ง การวิ่งโดยไม่มีเสียงเพลงอาจทำให้คุ้นฟุ้งซ่านและคิดไปต่างๆ นาๆ ซึ่งส่งผลต่อการฝึก แต่คุณก็ควรจะมีสมาธิและค่อยๆ ตั้งสติกับปัจจุบันเข้าไว้ ค่อยๆ ฝึกควบคุมความคิดแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น

 

ที่มา runnersblueprint

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here