เพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังให้เหนือขึ้นอีกระดับด้วยหลักจิตวิทยา

0
818

“ความคิดคือทุกสิ่งทุกอย่าง กล้ามเนื้อเป็นส่วนขับเคลื่อน ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นได้เพราะความคิด” Paava Nurmi เจ้าของสถิติโลกผู้ยิ่งใหญ่ได้กล่าวไว้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

Nurmi ค่อนข้างจะเชื่อมั่นว่าพลังของความคิดเป็นส่วนที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ ในฐานะนักกีฬาทุกคนต่างมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและเก่งขึ้น ฝึกกิจกรรมเพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกายอย่างหนักแต่ส่วนมากกลับลืมที่จะสนใจเรื่องจิตใจเพื่อฝึกฝนและนำไปสู่ทักษะทางความคิดที่จะช่วยให้ประสิทธิภาพของพวกเขาดีขึ้นได้เช่นกัน

ในช่วงอาชีพการเป็นนักจิตวิทยาทางการกีฬาของเขา Nurmi ได้ทำงานร่วมกับนักกีฬาที่มีภูมิหลังและระดับความสามารถที่แตกต่างกันมากมาย เขาได้จัดโปรแกรมสำหรับออแกไนเซอร์ใหญ่ๆ ทำงานกับงานระดับโลก ช่วยหลายคนให้ทำสถิติ แม้กระทั่งพัฒนาสมรรถภาพให้คนที่เพิ่งเริ่มก็ตาม นอกเหนือไปจากระดับความสามารถที่แตกต่างกันแล้วมีกุญแจสำคัญ 3 ประการที่ถือเป็นองค์ประกอบของความสำเร็จของพวกเขา อย่างแรกคือ พวกเขายอมรับว่าจิตใจมีอิทธิพลและมีพลังอย่างมาก สองคือ พวกเขาสามารถที่จะระบุได้ว่าจิตใจที่แข็งแรงเป็นทักษะและต้องได้รับการฝึกฝน และสามคือ พวกเขาเริ่มนำมันมาปรับใช้อย่างต่อเนื่อง

หากคุณกำลังต้องการที่จะเพิ่มระดับสมรรถภาพของตัวเองให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องวิ่งหนักหรือฝึกหนักขึ้นก็ได้ คุณเพียงต้องการค้นหาทักษะที่เหมาะสมซึ่งช่วยให้คุณสามารถฝึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเอาแต่คิดอย่างเดียวแล้วจะทำให้คุณเก่งขึ้น แค่จินตนาการภาพว่าคุณเก่งขึ้นนั้นไม่เพียงพอ พลังของความคิดคือการตั้งเป้าไปที่ความสำเร็จ เรียนรู้สิ่งที่คุณคิด ปรับและใช้มันกับการฝึกของคุณเป็นประจำต่างหาก

 

สิ่งนี้ประกอบรวมไปถึงการตัดสินใจ พฤติกรรมการเลือกและการจัดการบริหารการออกกำลังกาย วิธีที่ดีที่สุดในการฝึกความอดทนคือการเรียนรู้การจัดการกับความรู้สึกไม่สบายตัว เพราะเราต้องอาศัยการยอมรับ และผลักดันตัวเองผ่านข้อจำกัด ไม่ฟังเสียงที่ดังขึ้นมาว่ามันยากเกินไปหรือควรจะช้าลงหน่อยหรือควรจะหยุดทำ คุณจะสามารถลบล้างคำพูดเหล่านี้ออกไป แต่ก่อนอื่นคุณต้องค่อยๆ เริ่มฝึกตามแพลตฟอร์มต่อไปนี้ก่อน

 

ข่าวดีคือ คุณไม่จำเป็นต้องจ้างนักจิตวิทยาการกีฬาเพื่อมาช่วยให้คุณเรียนรู้และฝึกฝนเพื่อปรับทัศนคติเพราะคุณสามารถเรียนรู้และฝึกเองได้ และสิ่งเหล่านี้เองที่จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของการฝึกของคุณ

 

1.สร้างการตระหนักรู้

คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้หากคุณไม่มีความตระหนักรู้ สิ่งเป็นเรื่องจริงทั้งในการกีฬาและชีวิตจริง แพลตฟอร์มการพัฒนานี้เริ่มด้วยการตระหนักรู้ความนึกคิดของคุณว่ามันทำอะไรได้บ้างก่อน จิตสำนึกนั้นไหลเวียนอยู่ในชีวิตของคุณตลอดเวลา ให้โอกาสและสนใจความคิดของตัวเองทั้งก่อน ระหว่างและหลังออกกำลัง พยายามเข้าใจว่าคุณพูดอะไรกับตัวเองและข้อความในหัวเหล่านั้นเป็นอย่างไร

 

ทดลอง คุณอาจจะมีการบันทึกรายละเอียดการฝึกของตัวเองผ่านอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ เป็นประจำอยู่แล้ว แต่ส่วนมากจะบันทึกเป็นค่าหรือตัวเลขต่างๆ อย่างระยะเวลา ระยะทาง ความเร็ว อัตราการเต้นหัวใจ ความเร็วก้าว สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่คุณอาจจะลองลดความสนใจกับการบันทึกเหล่านี้ลงเพราะอุปกรณ์เหล่านั้นทำหน้าที่ของมันได้อย่างดี แล้วหันมาสนใจตั้งคำถามว่า คุณสังเกตมั้ยว่าตัวเองกำลังคิดอย่างไร ร่างกายของคุณรู้สึกอย่างไร เมื่อรู้สึกเหนื่อย เบื่อหรือวิ่งมานานแล้วมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง คุณได้สังเกตสิ่งแวดล้อมรอบๆ มั้ย เริ่มขยายกรอบการรับรู้ของตัวเองจากหน่วยวัดเป็นความรู้สึกภายในจิตใจเป็นก้าวแรกที่จะทำให้คุณเข้าใจจิตใจตัวเองได้มากขึ้น

 

2.ระวังความคิด

นักวิ่งแต่ละคนมีภาพอยู่ในใจอยู่แล้วว่าจริงๆ แล้วเราเป็นใครและเราคิดว่าเราเป็นนักกีฬาในดวงใจคนไหน สิ่งนี้เองที่จะทำให้เรามีแรงฮึดสู้หรือไม่ก็อาจจะท้อแท้ลงได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามมันก็เหมือนกับสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวัน เราสามารถพูดกับตัวเองถึงเรื่องยากๆ เรื่องที่เราจะไม่มีวันทำได้สำเร็จหรือเรื่องที่แย่ที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่ากับการเสี่ยงอย่างมาก หากพบว่าตัวเองกำลังคิดไปในแนวทางนั้นให้พยายามหาขอบจำกัดและดึงตัวเองกลับมาให้ได้

 

ทดลอง ลองพูดกับตัวเองด้วยประโยคเริ่มต้นว่า ฉันเป็น หรือ เธอเป็น แล้วตามด้วยประโยคที่แย่ที่สุดที่เกี่ยวกับการฝึก เช่น ฉันจะล้มเหลวครั้งนี้ ฉันจะทำได้ช้าลง ฉันจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย แล้วสังเกตดูว่าคำพูดเหล่านี้มีผลต่อประสิทธิภาพในการฝึก รวมถึงอารมณ์และปฏิกิริยาของคุณในวันนั้นมากแค่ไหน คุณจะเริ่มรู้สึกได้ว่ามันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและความคิดมีผลต่อการกระทำจริงๆ

 

จากนั้นวันรุ่งขึ้นให้คุณลองพูดกับตัวเองด้วยคำพูดบวก เปี่ยมไปด้วยพลัง ฉันจะลุยให้เต็มที่ ฉันแข็งแรงพอ ฉันกำลังจะไปให้ถึงเป้าหมายและฉันจะไม่หยุด คุณจะเห็นและรับรู้ได้ถึงความแตกต่างอย่างแน่นอน

จุดประสงค์ของวิธีนี้คือวิธีคิดของคุณนั้นส่งผลต่อประสิทธิภาพอย่างมาก เมื่อคิดลบก็จะทำให้ทุกอย่างแย่ลงและอาจทำให้คุณไม่ประสบความสำเร็จในการฝึก แต่ความคิดบวกจะทำให้ทุกอย่างเหนือจริงเกินไปในบางครั้ง เพราะฉะนั้น คุณจะต้องหาจุดกึ่งกลางและทำให้มันเป็นอะไรที่จับต้องได้ เป็นความหวังและส่งเสริมการฝึกให้สำเร็จได้จริงๆ มีเพียงคุณที่จะสามารถควบคุมความคิดตัวเองได้ การเรียนรู้และใช้วิธีการนี้ให้เกิดประโยชน์เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก

 

3.ยอมรับความท้าทาย

ทุกคนต่างอยากรู้ว่าจะฝึกฝนจิตใจให้แข็งแกร่งได้อย่างไร แต่จริงๆ แล้วจิตใจที่เข้มแข็งย่อมมาเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ท้าทาย คุณไม่สามารถฝึกใจให้แกร่งได้ถ้าไม่พบเจอกับเรื่องยากๆ ทักษะทางการพัฒนาจิตใจทางการกีฬาจะดีขึ้นได้หากคุณต้องเผชิญความท้าทายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

 

ทดลอง ตารางการฝึกที่ยากลำบากเป็นโอกาสที่ดีที่คุณจะได้รู้ว่าใจของคุณจะตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านั้นอย่างไร ซึ่งเราสามารถที่จะพัฒนาความคิดได้อย่างดี นักกีฬาส่วนใหญ่รักความท้าทาย หากให้กิจกรรมฝึกที่อยู่ในกรอบซึ่งเหมาะสมและตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้ก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองของพวกเขาได้เช่นกัน

แต่อีกหนึ่งความคิดซึ่งเป็นไปในทางตรงกันข้ามคือ ความคิดที่เรามักบอกตัวเองว่าการฝึกเหล่านี้น่ากลัว ยากหรือแทบรอให้มันจบๆ ไปไม่ไหวแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นความคิดที่มีประโยชน์ในช่วงแรกๆ ของการฝึกแต่อาจส่งผลในแง่ลบกลับมาในตอนท้ายๆ ได้ วิธีการยอมรับความท้าทายคือการรวบรวมความรู้ความเข้าใจจากภายในต่อสิ่งเหล่านั้น สิ่งที่เราคิดย่อมส่งผลต่อการฝึกอย่างแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์

เรามักจะมักจะหลงลืมการสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองก่อนที่จะต้องเผชิญในเรื่องยากๆ แต่เราจะต้องเริ่มจากตรงนั้น ความมั่นใจจะทำให้เราผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ เมื่อเรายอมรับความท้าทาย เรียนรู้และหาวิธีตอบสนองที่เหมาะสมจะทำให้เราสามารถเผชิญหน้ากับความคิดของตัวเองได้ในทิศทางที่เป็นบวก เป็นไปได้และเกิดขึ้นได้ ซึ่งการฝึกในระดับนี้มุ่งเน้นการทำซ้ำๆ สม่ำเสมอและตั้งใจในทุกๆ วันควบคู่ไปกับกิจกรรมการฝึกทางกาย และเหล่านี้คือสิ่งที่นักวิ่งทุกคนควรทำ

 

ที่มา : https://www.runnersworld.com

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here