12 กฏสำคัญ เมื่อต้องวิ่งในเมืองหลวง

0
444

12 กฏสำคัญ เมื่อต้องวิ่งในเมืองหลวง

การวิ่งเป็นกีฬาที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะห่างจากอันตรายได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องวิ่งในถนนของเมืองหลวงซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนและการจราจร แน่นอนว่าการวิ่งพื้นที่เช่นนี้ยากกว่าการวิ่งในสนามกีฬา สวนสาธารณะ ระแวกหมู่บ้านที่เงียบสงบและในยิมโดยใช้ลู่วิ่ง บนถนนเต็มไปด้วยอัตรายมากมายที่คุณควรระวังเป็นพิเศษทั้งต่อตัวคุณเองและคนอื่นๆ ที่สัญจรบนท้องถนน

สถิติ

ตัวเลขนี้อาจทำให้คุณประหลาดใจได้เพราะมีการเก็บข้อมูลพบว่านักวิ่งกว่า 4,100 คนเสียชีวิตในอเมริกาทุกๆ ปี โดยเฉลี่ยแล้วคือเสียชีวิต 1 คนทุกๆ 2 ชั่วโมง เชื่อได้เลยว่าสาเหตุหลักคือ อุบัติเหตุรถชน เพราะฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิ่งมาราธอนมืออาชีพ นักปั่นจักรยาน หรือเป็นเพียงนักวิ่งมือใหม่ก็ควรจะระมัดระวังและทำตามกฏเหล่านี้อย่างเคร่งครัดเมื่อออกวิ่งบนท้องถนน

ข่าวดี

วันนี้เรามีคำแนะนำที่ถือเป็นพื้นฐานและง่ายมากสำหรับการรักษาความปลอดภับในการวิ่งของคุณ บางข้อคุณอาจเคยได้ยินมานานแล้ว อย่างเช่น ควรมองซ้ายขวาก่อนข้ามถนน สิ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุคือความเบื่อที่จะทำตามกฏเกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ สิ่งแรกที่คุณควรเรียนรู้เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนคือ กฏการจราจร สัญญาณและป้ายต่างๆ

1.ข้ามถนนจุดที่ควรข้าม

ไม่ควรข้ามถนนบริเวณที่เป็นจุดสำหรับจอดรถ หน้าและหลังรถเมล์หรือพาหนะที่มีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะถนนที่รถวิ่งด้วยความเร็ว ควรใช้จุดข้ามสำหรับคนเดินถนนโดยเฉพาะ เช่น ทางม้าลายหรือสะพานลอย แต่หากในกรณีที่จุดนั้นๆ ไม่มีที่ให้ข้ามก็ให้ดูจุดที่ปลอดภัยและดูรถที่สัญจรให้แน่ใจก่อนจะตัดสินใจข้าม

2.จ้องตา

ก่อนข้ามถนนให้พยายามมองตากับคนขับรถก่อนข้ามเพื่อเป็นการให้สัญญาณแก่ทั้งสองฝ่ายก่อนจะก้าวข้ามถนนบริเวณแยกต่างๆ อย่าคิดไปเองว่าคนขับรถจะมองเห็นคุณตลอด อย่างน้อยควรเว้นระยะห่างจากรถประมาณ 3 – 5 ก้าว และเพื่อความแน่ใจให้ส่งสัญญาณด้วยการพยักหน้าหรือใช้มือช่วยเมื่อต้องการเปลี่ยนเลนหรือข้ามถนน

3.ให้ความสำคัญกับทางแยก

อย่าคิดว่าคุณปลอดภัยเพียงแค่ข้ามถนนเมื่อมีสัญญาณให้ข้ามได้ เพราะคนขับรถบางคนอาจจะไม่ทันสังเกตหรือพยายามขับรถฝ่าสัญญาไฟได้ แม้แต่ตรงทางแยกไฟแดงคุณก็ควรสังเกตรถให้ดีก่อนที่จะก้าวข้าม ในบางเมืองมีการขับรถคนละด้านกันอาจมีการเลี้ยวที่ต่างจากบ้านเกิดของคุณ เพราะฉะนั้นควรเรียนรู้และระแวดระวังตัวให้ดี

4.ใช้ทางเท้า

หากเป็นไปได้พยายามอย่าวิ่งบนถนนเพราะเสี่ยงต่อการโดนรถเฉี่ยวชน ทางเท้าจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่อาจมีข้อยกเว้นในถนนบางเส้น เช่น ถนนที่ปลอดภัย ถนนที่ไม่ค่อยมีรถสัญจร ถนนที่ไม่มีเท้า ทางเท้าที่ลื่นหรือมีการซ่อมแซม

5.วิ่งสวนทางเดินรถ

ในกรณีที่ถนนเส้นนั้นไม่มีทางเท้า คุณควรวิ่งสวนทางเดินรถเพื่อจะได้มองเห็น สังเกตและหลบหลีกได้เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย หากคุณวิ่งทางเดียวกับที่รถแล่นจะทำให้คุณไม่สามารถมองเห็นอัตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่หากเป็นจุดที่ทัศนวิสัยไม่ค่อยดีให้สลับไปวิ่งอีกฝั่งได้เมื่อไม่มีรถขับมา พยายามวิ่งให้ห่างจากแลนที่รถแล่น ไม่เปิดเพลงเสียงดังและสังเกตสิ่งรอบๆ ตัวให้ดี เมื่อผ่านจุดนั้นแล้วก็ให้วิ่งกลับไปฝั่งเดิม ที่สำคัญคืออย่าวิ่งออกไปกลางถนนโดดเด็ดขาด

6.อย่าคึกวิ่งแข่งกับรถ

แม้ว่าคุณอาจจะเป็นนักวิ่งเร็วแต่ความเร็วของฝีเท้าคนนั้นเทียบกับความเร็วของยานพาหนะไม่ได้เลยขนาด ยูเซน โบลต์ (Usain Bolt) นักวิ่งที่เร็วที่สุดยังไม่สามารถแข่งกับรถที่มีความเร็วเฉลี่ย 50 – 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ เมื่อเทียบกันแล้วจึงไม่แปลกใจเลยว่าฝ่ายไหนจะแพ้ เพราะฉะนั้นอย่านึกคึกไปแข่งความเร็วกับรถเด็ดขาด ถ้าคุณกับรถกำลังมุ่งหน้าเข้าหาทางแยกพร้อมกัน คุณควรหยุดและให้รถขับผ่านไปก่อน ถึงแม้คุณจะต้องชะลอความเร็วในการฝึกลงก็ตามเพราะไม่คุ้มแน่นอนที่จะไปแข่งแล้วเกิดอุบัติเหตุ

7.มีสติอยู่เสมอ

กฏหลักสำหรับนักวิ่งที่จะทำให้ปลอดภัยคือการมีสติอยู่เสมอ หากคุณเปิดเพลงจากหูฟังเสียงดัง หรือเหม่อลอย มารู้สึกตัวอีกทีคุณอาจจะยืนอยู่กลางสี่แยกแล้วก็ได้ แน่นอนว่าการทำให้ตัวเองเพลิดเพลินกับการวิ่งเป็นเรื่องที่ดีตราบใดที่ไม่ทำให้คุณเกิดอัตราย ให้ความสำคัญกับเสียงรอบตัว เสียงรถ เสียงหมาเห่า เพื่อเลี่ยงอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

8.อย่าใช้หูฟังแบบเฮดเซ็ต (Headset)

มีรายงานวิจัยพบว่าการฟังเพลงสามารถช่วยพัฒนาการฝึกได้อย่างดี แต่ไม่ได้หมายความว่าให้คุณเลิกสนใจทุกสิ่งรอบตัว การทำให้ตัวเองสนุกไปกับการวิ่งเป็นเรื่องที่ดีแต่ก็ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตัวเองด้วย สังเกตเสียงรถ จักรยานหรือผู้คน สายตาและหูคือเครื่องมือที่ดีที่สุดที่ทำให้คุณปลอดภัยกับการวิ่งในเมือง หากคุณรักดนตรีก็อย่าเปิดเสียงให้ดังจนกลบเสียงอื่นๆ งานวิจัยอีกชิ้นซึ่งตีพิมพ์โดย University of Maryland Medical Center ในบัลติมอร์ พบว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับนักวิ่งเพิ่มขึ้นกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา และ 70 เปอร์เซ็นต์เสียชีวิต แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ให้ใช้หูฟังแบบเปิด (Open Ear Headphones) อุปกรณ์นี้จะทำให้เกิดแรงสั่นบริเวณกระดูกส่งเสียงไปยังกระดูกโหนกแก้มแล้วผ่านไปยังสมองโดยเฉพาะหูด้านใน วิธีนี้ทำให้คุณปลอดภัยและยังสนุกกับเสียงเพลงไปด้วยได้

9.เลี่ยงการวิ่งตอนกลางคืน

พยายามหลีกเลี่ยงการออกไปวิ่งข้างนอกเมื่อแสงไม่เพียงพอโดยเฉพาะตอนกลางคืน ผลสำรวจพบว่ามีคนเดินถนนถึง 70 เปอร์เซ็นต์ที่เสียชีวิตในตอนกลางคืน โดย 32 เปอร์เซ็นต์มักจะออกไปข้างนอกในช่วงเวลาระหว่างสองทุ่มถึงเที่ยงคืน ถ้าคุณจำเป็นต้องวิ่งตอนที่ฟ้ามืดจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้าตรู่หรือตอนค่ำให้ใส่อุปกรณ์ที่สีสันชัดเจนหรือเรืองแสง เช่น ผ้าคาดเอว ปลอกแขน ปลอกข้อมือ เสื้อและรองเท้า เป็นต้น หรือหากไม่มีอะไรที่เรืองแสงจริงๆ อย่างน้อยก็ควรใส่เสื้อผ้าที่สีสันตัดกันอาจจะทำให้ดูตลกไปบ้างแต่จะช่วยให้คุณปลอดภัยได้มากทีเดียว

10.พกบัตรประจำตัวไปด้วย

การออกกำลังกายข้างนอกไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ปั่นจักรยาน เดินป่าหรือเดินเร็ว คุณควรพกบัตรประจำตัวใส่กระเป๋าใบเล็กๆ ไปด้วยทุกครั้งหรือจะเป็นใบขับขี่ หรือเอกสารที่แสดงข้อมูลผู้ติดต่อฉุกเฉิน ข้อมูลทางสุขภาพอย่างโรคประจำตัว กรุ๊ปเลือด หรือสิ่งที่แพ้ หรืออย่างน้อยก็ควรพกโทรศัพท์และเบอร์โทรฉุกเฉินที่คนอื่นสามารถติดต่อไปได้

11.อย่าทำตัวหรูหรา

แน่นอนว่าเครื่องประดับคือเพื่อนที่ดีที่สุดของผู้หญิงแทบทุกคน แต่ระหว่างที่คุณออกวิ่งอย่าใส่เครื่องประดับเหล่านั้นโดยเด็ดขาดทั้งตุ้มหู สร้อย แหวน นาฬิกา ปล่อยให้ตัวโล่งๆ บ้าง และหากคุณต้องพกเงินไปด้วยก็ไม่ควรพกจำนวนมากเกินไป แค่เพียงพอต่อการใช้ที่จำเป็น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรมต่างๆ ต่อตัวคุณเอง

12.เชื่อสัญชาตญาณ

ท้ายที่สุดแล้วเมื่อคุณวิ่งไปที่ไหนก็ตามให้เชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบริเวณที่เต็มไปด้วยรถ สีแยกไฟแดง ตามซอกซอย หรือถนน หากรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยให้หลบเลี่ยงไปเส้นทางอื่นทันที

 

ที่มา : runnersblueprint

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here