7 อาการบาดเจ็บที่เข่าที่อาจเกิดขึ้นระหว่างวิ่ง

0
523

เข่าของเราทำหน้าที่รับน้ำหนักตัวผ่านข้อต่อช่วยรักษาสมดุลและทำให้เราเคลื่อนไหวในการเดินและวิ่งได้

อาการบาดเจ็บที่เข่าขณะวิ่ง

ข้อเข่าประกอบด้วยโครงสร้างมากมายที่อาจเกิดการบาดเจ็บได้ การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกสูงยิ่งหากคุณวิ่งด้วยท่าทางที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บ อักเสบ ข้อต่อ เอ็นกระดูกและกระดูกอ่อนบาดเจ็บรุนแรงได้ จึงไม่แปลกเลยที่มีงานวิจัยระบุว่าอาการบาดเจ็บที่เข่าพบมากในนักวิ่งถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เพิ่งเริ่มวิ่งหรือนักวิ่งมากประสบการณ์ก็ตาม วันนี้เราจะมาเรียนรู้ถึงสาเหตุของอาการบาดเจ็บต่างๆ พร้อมกับการประเมินอาการเบื้องต้นเพื่อเลี่ยงการบาดเจ็บที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

1.อาการปวดเข่าในนักวิ่ง (Runners Knee)

อาจเรียกอีกอย่างว่าเป็นอาการปวดบริเวณสะบ้ากับกระดูกต้นขา (Patellofemoral Pain Syndrome) เป็นอาการที่พบในนักวิ่งได้มากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากการที่กระดูกอ่อนได้รับบาดเจ็บทำให้ปวดระหว่างเข่างอในการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน นั่งหรือสควอซ

อาการหลัก

มีอาการปวดบริเวณเข่าหรือใต้ต่อสะบ้า โดยเฉพาะเวลาวิ่งลงเขาหรือเดินลงบันได นอกจากนี้การนั่งนานๆ ก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดนี้ได้เหมือนกัน

สาเหตุ

ส่วนมากเกิดจากการใช้งานหนัก หรือจากการขาดสมดุลระหว่างกล้ามเนื้อบั้นท้าย กล้ามเนื้องอสะโพก การวิ่งด้วยท่าทางที่ไม่เหมาะสมหรือรองเท้าที่ไม่เอื้องต่อการวิ่ง

วิธีรักษา

อย่างแรกให้หยุดวิ่งก่อน หันไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่มีแรงกระทำต่อเข่าน้อยกว่าอย่างว่ายน้ำและโยคะแทน หากปวดมากการยกเข่าขึ้นสูงพร้อมกับประคบเย็นอาจช่วยได้

การป้องกัน

ออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกลุ่มบั้นท้าย ยืดกล้ามเนื้องอเข่าอย่างเป็นประจำ เลือกรองเท้าที่เหมาะสำหรับวิ่ง วิ่งให้ถูกวิธีและเลือกพื้นผิวถนนที่เหมาะกับคุณ

2.อาการเอ็นต้นขาด้านข้างอักเสบ (IT Band Syndrome)

เกิดจากเอ็นต้นขาด้านข้าง (Iliotibial Band) ซึ่งเชื่อมจางกระดูกเชิงกรานผ่านต้นขาไปถึงหน้าแข็งเกิดการอักเสบและมีอาการปวดขึ้น

อาการหลัก

มีอาการปวดบริเวณต้นขาด้านข้างของเข่าขณะวิ่งหรือจ๊อกกิ้งประมาณ 5 นาทีหรือ 8 กิโลเมตรและอาจหายปวดเมื่อหยุดพักจากการวิ่ง

สาเหตุ

เกิดจากการใช้งานหนักเกินไป และรีบเร่งในการฝึกโดยไม่ให้เวลาเข่าได้ปรับตัวกับแรงที่ใช้วิ่ง

วิธีรักษา

ขั้นแรกให้พักทันทีเมื่อมีอาการปวด หากยังฝืนวิ่งต่ออาจทำให้อาการแย่ลงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หรือหากไม่อยากหยุดทันทีให้ค่อยๆ ลดระยะทางในการฝึกแต่ละสัปดาห์ลง ประคบด้วยน้ำแข็งบริเวณที่ปวด 3 – 4 ครั้งต่อวัน อย่าวิ่งขึ้นเขาหรือใช้ความเร็วโดยเด็ดขาด

การป้องกัน

ออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อสะโพก เช่น การทำท่ายกขาหรือท่าสะพาน จะช่วยเพิ่มความมั่นคงให้ต้นขาและเข่า ยืดเอ็นกล้ามเนื้อนี้หลังจากการวิ่งหรือใช้โฟมทรงกระบอกไถลไปตามต้นขาด้านนอกเพื่อยืดและทำให้ตึงตัวน้อยลง หรืออาจทดลองการนวดเฉพาะจุดหรือรักษาด้วยเครื่องมือทางกายภาพบำบัด อย่างไรก็ตามควรควบคุมและพัฒนาท่าวิ่งของคุณให้เหมาะสมด้วย

3.เอ็นสะบ้าอักเสบ (Patellar Tendinitis)

เอ็นสะบ้าเชื่อมต่อระหว่างกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและกระดูกหน้าเข้งถูกกระตุ้นและเกิดการอักเสบ อาการนี้พบได้มากในนักปั่นจักรยาน นักสกีและนักกีฬาที่ต้องอากศัยการกระโดดซ้ำๆ แม้แต่นักวิ่งเองก็อาจบาดเจ็บจากอาการนี้ได้แม้จะพบไม่มากก็ตาม

สาเหตุ

มักเกิดจากการฝึกวิ่งขึ้นเขามากเกินไปโดยเฉพาะจังหวะที่ต้องวิ่งลง หรือการเพิ่มระยะทางและความเร็วอย่างหักโหมส่งผลให้เอ็นบริเวณนี้อักเสบ

อาการหลัก

ปวดบริเวณหน้าเข่าช่วงระหว่างใต้สะบ้าและหน้าเข้ง อาการจะมากขึ้นเมื่อวิ่ง สควอซ กระโดด นั่งนานๆ หรือรู้สึกติดขัดบริเวณนี้เมื่อตื่นนอน

วิธีรักษา

หยุดวิ่งก่อนให้เวลาร่างกายฟื้นตัวอย่างเต็มที่สักสองสามสัปดาห์ ใช้น้ำแข็งประคบหรืออาจหันไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่มีแรงกระทำต่อเข่าน้อยกว่าอย่างโยคะและว่ายน้ำ

การป้องกัน

ยึดหลัก 10 เปอร์เซ็นต์ในการเพิ่มระยะทางในแต่ละสัปดาห์ทั้งการวิ่งพื้นราบและการวิ่งขึ้นเขา มั่นยืดกล้ามเนื้อขาโดยเฉพาะกล้ามเนื้อกลุ่มต้นขาด้านหน้าและน่องเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้กับเข่าของคุณ

4.เข่าแพลง (Knee Sprains)

ไม่ใช่แค่ข้อเท้าที่เกิดอาการแพลงได้ เข่าก็สามารถแพลงได้เหมือนกันสำหรับคนที่ทำกิจกรรมซึ่งมีแรงกระทำสูง อาการนี้เกิดจากเอ็นกระดูกหนึ่งหรือมากกว่านั้นเกิดการยืดเกินปกติทั้งในระหว่างการยืดกล้ามเนื้อหรือการวิ่งส่งผลให้เข่าแพลง

สาเหตุ

เกิดจากการวิ่งบนพื้นผิวที่ขรุขระ ท่าวิ่งไม่เหมาะสม การใช้งานหนัก หักโหมวิ่งระยะไกลหรือหกล้ม

อาการหลัก

มีอาการบวมที่เข่า ปวดเมื่องอเข่าหรือการเคลื่อนไหวที่ลงน้ำหนัก

วิธีรักษา

ใช้หลักการ R.I.C.E คือ พัก (Rest) ประคบเย็นลดการอักเสบ (Ice) กดรัดหรือใช้ผ้าพัน (Compression) และยกสูงเพื่อลดบวม (Elevation) ในเบื้องต้นเพื่อลดอาการปวดและบวม ทำให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น จากนั้นพักอย่างเต็มที่สักสองสามวันตามด้วยการฝึกฟื้นตัวกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของข้อเข่า ทั้งนี้ หากมีอาการปวดมากจนทนไม่ไหวควรพบแพทย์ทันที

การป้องกัน

ออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อขาโดยเฉพาะกล้ามเนื้อรอบเข่าอย่างกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและน่องซึ่งจะช่วยเสริมและทำให้เข่ามั่นคงขึ้น ระมัดระวังในการวิ่งไปยังเส้นทางที่ยากลำบาก สวมใส่รองเท้าวิ่งและควบคุมท่าวิ่งที่เหมาะสม

5.เอ็นหัวเข่าฉีกขาด (ACL and MCL Tears)

ACL คือ Anterior Cruciate Ligament เป็นเอ็นหัวเข่าหนึ่งในสี่ที่เชื่อมระหว่างกระดูกต้นขาและกระดูกหน้าเข้งบริเวณด้านนอกเข่า อาการนี้ทำให้เอ็นบริเวณนี้ฉีกขาด มักพบในนักกีฬาที่ต้องใช้การเปลี่ยนแปลงทิศทางการเคลื่อนไหวอย่างกระทันหันอย่างนักฟุตบอล นักเทนนิสและนักกีฬาบาสเก็ตบอล

สาเหตุ

เกิดจากการบิดของเข่าขณะที่เท้ายังไม่เคลื่อน แรงกระทำซ้ำๆ ต่อข้อเข่าทำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บและการกระโดดขณะงอเข่า

อาการหลัก

หากจังหวะที่บาดเจ็บเกิดเสียงดังและมีอาการปวดอย่างหนักให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเกิดจากการฉีกขาดของเอ็นกระดูก ACL หรือ MCL จากนั้นจะรู้สึกปวดอย่างรุนแรงและตามมาด้วยความตึงตัวและบวมที่เข่า

วิธีรักษา

การรักษาขึ้นกับความรุนแรงที่ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงช่วงเวลาพักฟื้นก็ต่างกันไปในแต่ละคน เบื้องต้นอาจใช้วิธีการ R.I.C.E คือ พัก (Rest) ประคบเย็นลดการอักเสบ (Ice) กดรัดหรือใช้ผ้าพัน (Compression) และยกสูงเพื่อลดบวม (Elevation) โดยนักกายภาพบำบัด ใส่อุปกรณ์พยุงเข่าหรือใช้ไม้ค้ำยันหากเป็นการบาดเจ็บปานกลาง

การป้องกัน

การวิ่งด้วยท่าทางที่เหมาะสมช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บได้รวมถึงการใช้เทคนิคในการเล่นกีฬาประเภทอื่นๆ อย่างบาสเก็ตบอล เทนนิสและฟุตบอล อย่างเหมาะสมด้วย ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความมั่นคงให้กับเข่าของคุณ

6.หมอนรองกระดูกฉีกขาด (Meniscus Tear)

หมอนรองกระดูกที่เข่ามีลักษณะเป็นกระดูกอ่อนรูปตัวซีระหว่างข้อเข่า มีหน้าที่หลักสองอย่างคือ ทำให้ข้อเข่ามั่นคงและปกป้องซับแรงกระทำจากภายนอกขณะเข่างอและเหยียด อาการฉีกขาดมักเกิดจากอุบัติเหตุที่ทำให้เข่างอเกินปกติ เข่าบิดหมุ่นหรือการเปลี่ยนทิศเคลื่อนไหวกระทันหันทำให้หมอนรองกระดูกฉีกขาด

สาเหตุ

เกิดจากการเคลื่อนไหวเปลี่ยนทิศกระทันหันหรือการสควอซมากเกินมุมปกติ เมื่อเกิดการฉีกขาดเข่าจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ หรืออาจมีสาเหตุมาจากอายุที่เพิ่มขึ้นและอาการข้ออักเสบ

อาการหลัก

อาจมีอาการบวมทันทีหรือหลังจากเกิดการฉีกขาดหนึ่งชั่วโมง ปวดและมีเสียงติดขัดขณะเคลื่อนเข่า หากคุณงอหรือเหยียดเข่าได้ลำบากให้เดาไว้ก่อนเลยว่าอาจเกิดจากการที่หมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด

วิธีการรักษา

หากบาดเจ็บเล็กน้อยให้ใช้วิธี R.I.C.E คือ พัก (Rest) ประคบเย็นลดการอักเสบ (Ice) กดรัดหรือใช้ผ้าพัน (Compression) และยกสูงเพื่อลดบวม (Elevation) แต่หากมีอาการรุนแรงควรไปพบแพทย์กระดูกและกล้ามเนื้อเพื่อตรวจเช็ค กรณีแย่ที่สุดคุณอาจจะต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาการฉีกขาด

การป้องกัน

การป้องกันอาการนี้ค่อนข้างลำบากเนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตามสามารถลดความเสี่ยงได้ออกกำลังเพิ่มความแข็งกล้ามเนื้อขาเพื่อให้ขามั่นคง หรืออาจใช่อุปกรณ์ช่วยพยุงบริเวณเข่าขณะออกกำลังกายเพื่อช่วยลดความเสี่ยงได้

7.ถุงน้ำที่เข่า (Bakers Cyst)

เกิดจากการที่ถุงน้ำหลังหัวเข่าบวมและใหญ่ขึ้น

สาเหตุ

ส่วนใหญ่เกิดจากการฉีกขาดของกระดูกอ่อนและอาการข้อเข่าอักเสบหรือข้อบวม

อาการหลัก

ปวดและบวมหลังเข่าบริเวณรอยต่อระหว่างต้นขาและกระดูหน้าเข้ง ทำให้เกิดแรงดันส่งผลต่อความตึงตัวและอาการปวดโดยเฉพาะหลังการวิ่ง มีอุณหภูมิสูงขึ้นและมีการอักเสบ ทำให้มุมงอและเหยียดเข่าลดลง

วิธีการรักษา

ใช้วิธี R.I.C.E คือ พัก (Rest) ประคบเย็นลดการอักเสบ (Ice) กดรัดหรือใช้ผ้าพัน (Compression) หรือยาแก้อักเสบเพื่อลดอาการปวดและบวม ลดระยะทางและความหนักในการวิ่ง กรณีที่มีอาการรุนแรงควรพบแพทย์เพื่อผ่าตัดเอาถุงน้ำออก

การรักษาอาการบาดเจ็บบริเวณเข่าโดยสรุป

1.หยุดวิ่งหรือลดระยะทางในการวิ่งลง

2.ประคบด้วยความเย็น 3 – 4 ครั้งต่อวัน

3.ใช้เทปหรือผ้าพันแผลรัดเพื่อลดการบวมหรือทำให้อาการฟื้นตัวเร็วขึ้น

4.รองเข่าให้สูงโดยใช้หมอนขณะนอนหรือนั่งเพื่อช่วยลดอาการบวม

5.ทานยาแก้อักเสบเพื่อลดปวดและบวม

6.ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและยืดกล้ามเนื้อบริเวณเข่าเป็นประจำ

หากคุณมีอาการบาดเจ็บบริเวณเข่าที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมาควรไปพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและการรักษาอย่างถูกวิธี

 

ที่มา : runnersblueprint

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here