8 ความเชื่อเรื่องการวิ่ง

0
323

8 ความเชื่อเรื่องการวิ่ง

 

การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ตรงตัว แค่เพียงคุณมีรองเท้าคู่กายก็สามารถออกไปวิ่งได้โดยไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์อื่นๆ มากมาย อย่างไรก็ตามหากมองย้อนกลับไปในโลกของการวิ่งนั้นก็เต็มไปด้วยความเชื่อและความเข้าใจผิดๆ มากมายเหมือนกับที่เกิดขึ้นในกีฬาอื่นๆ วันนี้เราจะมาแบ่งปันความเชื่อยอดฮิตที่จะทำให้คุณสามารถพิจารณาว่าสิ่งไหนควรค่าแก่การยึดถือและสิ่งไหนไม่ควรให้ความสำคัญ

1.คุณจำเป็นต้องมีรูปร่างที่เหมาะสมจึงจะวิ่งได้

หากคุณกำลังมีความคิดที่ว่าคุณยังผอมไม่พอหรือแก่เกินกว่าจะเริ่มวิ่ง หรือมีชวงขาที่ไม่ยาวพอเหมือนขอให้รู้ไว้ว่าความจริงคือ คุณไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับรูปร่างเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการเลือกที่จะไม่วิ่ง ไม่ว่าร่างกายของคุณจะมีลักษณะแบบใด อายุ น้ำหนัก เพศ ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการวิ่ง ไม่มีรูปร่างหรือลักษณะร่างกายแบบใดที่สมบูรณ์แบบสำหรับการวิ่งไปทั้งหมด หากคุณไม่ได้มีเงื่อนไขทางสุขภาพที่รุนแรง คุณสามารถวิ่งได้อย่างแน่นอน ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่รูปร่างไม่สมส่วนหรือเป็นคนขี้เกียจไม่ออกกำลังมาก่อนคุณควรจะเริ่มวิ่งตั้งแต่วันนี้ และสังเกตตัวเองหลังจากนั้นสองสามสัปดาห์ดูว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง หากยังไม่เชื่อก็ให้คุณออกไปสังเกตกลุ่มคนรักการวิ่งและดูว่ามีคนหลากหลายที่ออกวิ่ง แทนที่จะมัวนั่งกังวลกับเรื่องเหล่านี้คุณควรจะออกไปและวิ่งเพื่อร่างกายเสียที

เริ่มด้วยความเร็วที่เหมาะสม

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น คุณควรเริ่มออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในช่วงสัปดาห์แรกๆ อาจจะใช้การเดินก่อน เมื่อร่างกายแข็งแรงมากขึ้นจึงค่อยเริ่มวิ่งหรือใช้วิธีเดินวิ่งสลับกันจนกว่าคุณจะสามารถวิ่งได้ต่อเนื่อง 30 นาทีโดยไม่หอบเหนื่อย

2.ควรยืดกล้ามเนื้อทุกครั้งก่อนออกวิ่ง

การยืดกล้ามเนื้อเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมากต่อนักวิ่ง รวมถึงนักกีฬาประเภทอื่นๆ ด้วย แต่การยืดค้างท่าเดิมไว้เป็นเวลาหนึ่งๆ นั้นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก ความจริงแล้วหากคุณเลือกการยืดกล้ามเนื้อด้วยการทำท่ายืดค้างไว้จะทำให้คุณเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บทางกล้ามเนื้อมากกว่าโดยเฉพาะในกล้ามเนื้อแกนกลางและยังทำให้คุณวิ่งได้ไม่ดีเท่าที่ควร จากการศึกษาที่ถูกตีพิมพ์ใน the Journal of Strength and Conditioning Research ระบุว่า นักวิ่งระยะไกลที่ยืดกล้ามเนื้อแบบค้างท่าเดิมก่อนวิ่งมีอัตราประสิทธิภาพในการวิ่งต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดเทียบกับคนที่ไม่ได้ทำการยืดกล้ามเนื้อใดๆ ก่อนออกวิ่ง

ทางแก้ไข

ก่อนวิ่งคุณควรเดินสบายๆ อย่างน้อย 5 นาที หายใจเข้าลึกๆ ทำท่าเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างการแกว่งขาไปมา เดินเหยียดขาย่อเข่า งอเข่าขึ้นไปแตะบั้นท้ายสลับสองข้าง เตะขาไปข้างหน้า งอเข่าสูงเข้าหาหน้าอก เพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้ร่างกายพร้อมทำงานต่อไป จากนั้นจึงค่อยๆ เริ่มต้นด้วยความเร็วในการวิ่งหรือเดินช้าๆ จนกว่าจะสามารถทำเป้าหมายของคุณได้สำเร็จ พยายามยืดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ โดยเฉพาะหลังส่วนล่าง สะโพกและขาด้วยท่ายืดกล้ามเนื้อที่ไม่ใช่ท่านิ่งอยู่กับที่จะดีกว่า

3.นักวิ่งไม่จำเป็นต้องฝึกเพิ่มความแข็งแรง

โดยสถิติแล้วนักวิ่งที่ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงเป็นประจำมักจะมีโอกาสได้รับบาดเจ็บน้อยกว่าคนที่ไม่ทำ ทั้งนี้ เพราะการฝึกเพิ่มความแข็งแรงสามารถช่วยสร้างพลังและกำลังให้กับกล้ามเนื้อที่คุณใช้ขณะวิ่ง ทำให้วิ่งได้มีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการได้รับบาดเจ็บได้ จากงานวิจัยพบว่าอาการบาดเจ็บต่างๆ มักมีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อที่ไม่สมดุลซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการฝึกเพิ่มความแข็งแรง อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าคุณต้องฝึกหนัก 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์อย่างนักกีฬาโอลิมปิก เอาแค่พอดีๆ อย่างน้อย 30 นาทีก็เพียงพอแล้วหรืออาจะเพิ่มได้ในนักวิ่งที่มีประสบการณ์มานานแล้ว

เริ่มฝึก

ควรวางตารางการฝึกไว้อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ฝึกด้วยท่าที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวหลายๆ ข้อต่อร่วมกันอย่างการวิดพื้น สควอซ แพงก์ และอาจจะฝึกท่าที่เพิ่มความสมดุลให้กับร่างกาย เช่น การฝึกโดยใช้งานเพียงขาเดียว ฝึกด้วยลูกบอลโยคะหรือบอร์ดฝึกสมดุล นอกจากนี้ ก็อย่ามองข้ามการฝึกเพิ่มความแข็งแรงและสมดุลของร่างกายส่วนบนด้วย

4.คุณต้องวิ่งทุกวันเพื่อให้มีพัฒนาการที่ดี

บางคนมีความเชื่อว่าการจะพัฒนาประสิทธิภาพการวิ่งได้นั้นจำเป็นต้องออกวิ่งทุกวัน ซึ่งจริงๆ แล้วอาจทำให้คุณได้รับบาดเจ็บจากการใช้งานร่างกายมากเกินไป คุณไม่จำเป็นต้องวิ่งทุกวันก็ได้

ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูของร่างกาย

กุญแจสำคัญคือการฝึกอย่างฉลาดไม่ใช่เน้นความหนักเข้าไว้ ไม่ว่าคุณจะต้องการวิ่งให้ได้ระยะ 5K หรืออยากจะเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่ง คุณยังคงสามารถพิชิตเป้าหมายเหล่านั้นได้โดยการให้หนึ่งวันเป็นวันพักผ่อนหรือระหว่างการฝึกก็ให้มีการหยุดพักบ้าง แต่ก็ควรเป็นการพักฟื้นที่อาจจะนำเอากิจกรรมอื่นๆ มาทดแทนนอกเหนือจากการวิ่งก็ได้ เช่น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ฝึกความแข็งแรงและโยคะ หากคุณต้องการบรรลุเป้าหมายอย่างจริงจัง

5.การวิ่งทำลายหัวเข่า

นี่คือความเชื่อที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ หากคุณเป็นนักวิ่งคุณจะรู้ว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้นซึ่งคุณควรจะรู้ว่าจริงๆ แล้วทำไมความเชื่อที่ว่าการวิ่งทำให้หัวเข่าบาดเจ็บนั้นไม่เป็นจริง เพื่อจะได้อธิบายให้กับคนที่เขาเข้าใจผิดได้รับรู้อีกแง่มุมหนึ่ง

จากคำยืนยันของนักวิทยาศาสตร์

การวิ่งถือเป็นกิจกรรมที่ดีที่สุดเมื่อต้องการฝึกให้เข่าสุขภาพดีและป้องกันอาการข้อเข่าเสื่อม การศึกษาที่ถูกตีพิมพ์ใน the American Journal of Preventative Medicine and conducted ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สรุปว่าในกลุ่มนักวิ่งระยะไกลนั้นไม่ค่อยมีคนเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมหรือเป็นก็ไม่รุนแรงเท่ากับคนที่ไม่ได้วิ่งมาตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีอีกงานวิจัยที่ระบุว่าการวิ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการผ่าตัดข้อสะโพก ข้อเข่า ได้มากกว่าคนที่นั่งทำงานอยู่กับที่นานๆ แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความถึงการวิ่งจะทำให้ป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นบริเวณเข่าได้ เพราะบางเคสก็อาจเกิดการบาดเจ็บระหว่างวิ่งได้ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ ค่อยๆ เริ่มอย่างช้าๆ เพิ่มความแข็งแรงขึ้นทีละนิด พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงและความสมดุลของกล้ามเนื้อให้ดี การป้องกันเป็นหนทางที่ดีกว่าการแก้ไข

6.วิ่งด้วยฝ่าเท้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

จริงๆ แล้ววิธีการวิ่งนั้นเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ในวงกว้างว่ารูปแบบไหนคือรูปแบบที่เหมาะสม บางแห่งก็คิดว่ารูปแบบเหล่านี้เป็นวิ่งสำคัญทำให้วิ่งได้มีประสิทธิภาพและไม่บาดเจ็บ แต่บางแห่งก็คิดว่าไม่ได้มีความเชื่อมโยงใดๆ ต่อกัน

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราเชื่อคือ

การวิ่งลงด้วยฝ่าเท้าเป็นรูปแบบที่ค่อนข้างง่ายแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนควรวิ่งด้วยวิธีนี้ เพราะรูปเท้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีการวิ่งก็ควรแตกต่างกันออกไป พยายามหาวิธีที่เหมาะกับคุณที่สุด เรียนรู้การก้าวและเทคนิคที่มีประสิทธิภาพสำหรับคุณ ลองหลายๆ แบบแล้วค้นหาให้เจอ

วิ่งลงส้นอันตรายสุดๆ!

มีความเชื่อที่ว่าการวิ่งลงส้นเท้าทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ นักวิ่งจึงควรหลีกเลี่ยง แต่จริงๆ แล้วยังไม่มีหลักฐานมาสนับสนุนสมมติฐานนี้แต่อย่างไร หากคุณวิ่งลงส้นเท้ามาตลอดและไม่ได้ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บเรื้อรังแต่อย่างไร คุณก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน สังเกตและคอยฟังเสียงร่างกายตนเองดีที่สุด

7.คุณจะกินเมื่อไหร่ก็ได้

สิ่งนี้เป็นความเชื่อที่เกิดขึ้นมากมายโดยเฉพาะนักวิ่งสายหวาน ความจริงแล้วคุณไม่สามารถใช้การวิ่งเพื่อเผาพลาญอาหารขยะที่คุณทานลงไปได้ ต่อให้คุณวิ่งเป็นประจำ 5 สัปดาห์ต่อปีก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถทานอาหารขยะ ของหวาน พิซซ่าได้มากขึ้น ในทางตรงกันข้ามไม่มีนักวิ่งคนไหนสามารถรักษาสมดุลหรือวิ่งได้ดีหากทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ

เสริมสร้างนิสัยการทานอาหารที่ดีต่อร่างกาย

นักกวิ่งก็เหมือนกันคนทั่วๆ ไป การทานอาหารที่มีประโยชน์และคอยเช็คปริมาณแคลอรี่ที่ท่านอย่างจริงจังสามารถช่วยให้คุณวิ่งได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ร่างกายฟิตและควบคุมน้ำหนักตัวในระยะยาวได้ดี ต่อให้คุณวิ่งแล้วเผาผลาญแคลอรี่ไปเป็นตันคุณก็ต้องให้ความสำคัญกับอาหารที่ท่าน ดูปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ทานเน้นเป็นพวกผัก ธัญพืช โปรตีนจากเนื้อ ปลาและไข่เพื่อให้ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อและทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ทานไขมันไม่อิ่มตัวในอะโวคาโด แอลมอนด์และน้ำมันมะกอกเพื่อให้ร่างกายมีระดับคลอเลสเตอรอลดีและทำให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้น

8.การวิ่งในสภาพอากาศหนาวเย็นนั้นไม่ดี

อากาศเย็นจะทำให้คุณป่วย นี่คือคำพูดที่คุณมักได้ยินตลอดเวลา จริงๆ แล้วการวิ่งในอากาศหนาวเย็นนั้นไม่ได้ทำให้คุณไม่สบายหรือเป็นปอดบวม ถ้าอย่างนั้นทำไมหลายคนถึงได้ป่วยระหว่างหน้าหนาวล่ะ? แพทย์และเราหลายๆ คนต่างทราบกันดีกว่าแบคทีเรียและไวรัสนั้นทำให้เราป่วย เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวเรามักใช้เวลาส่วนมากอยู่ภายในอาคารหรือบ้านมากกว่าการออกไปข้างนอก ทำให้เกิดการติดต่อและแพร่กระจายของเชื้อโรคต่างๆ ได้มากกว่านั่นเอง

การวิ่งคือยารักษาที่ดีที่สุด

การวิ่งคือหนึ่งในสิ่งที่คุณสามารถทำได้หากไม่ต้องการไม่สบาย พยายามทำกิจกรรมต่างๆ อยู่เสมอในระหว่างช่วงฤดูหนาว มีงานวิจัยระบุว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะเป็นหวัดน้อยกว่าคนที่ไม่ออกเลย

สวมชุดที่เหมาะสม

แน่นอนว่าการวิ่งกลางแจ้งในฤดูหนาวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย คุณควรป้องกันด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะกับการออกกำลังกายกลางแจ้งซึ่งมีอากาศหนาวเย็น ใส่หลายๆ ชั้นและเลือกเนื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายของคุณได้เพียงพอ หากคุณทำตามนี้ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณไม่เป็นหวัดหรือไม่สบายได้ในระหว่างวิ่งท่ามกลางอากาศหนาวเย็น

 

ที่มา :runnersblueprint

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here